1.เห็นคนโป๊จะเป็นตากุ้งยิง ((แล้ว---พวกดูหนังโป้ ล่ะ ตาคงเป็นมะเร็งเนอะ ::: คนโพส))
2.คิดว่าด้วงเป็นแมลงสาบที่แข็งแรง
3.จิ้งจกคือตะพาบถอดกระดอง (( ไม่เคยคิดอ้ะ ::: คนโพส ))
4.ตุ๊กแกเป็นพ่อจิ้งจก (( ไม่เคยคิดอ้ะ (จริงๆนะ)::: คนโพส ))
5.จิ้งจกโตขึ้นไปเรื่อยๆจะกลายเป็นจระเข้
6.ถ้าไม่ตั้งใจเรียนเขาจะงอกเป็นควาย (( ปัจจุบันก็เป็น เขางอกซ้อนกันเลย ::: คนโพส ))
7.ถ้าเอากิ้งกือมาต่อกันจะได้กิ้งกือตัวยาวๆ
8.ถ้าดูดนิ้วไปเรื่อยๆนิ้วจะงอกขึ้นมาอีกนิ้ว
9.ถ้าถูกยุงกัดเยอะๆแล้วเลือดจะหมดตัว
10.เด็กผู้หญิงคือเด็กผู้ชายที่วิ่งซนแล้วช้างน้อยหล่นหาย ((5555555555555 ))
11.ถ้าชี้รุ้งกินน้ำแล้วนิ้วจะกุดต้องแก้เคล็ด ((เออว่ะ เคยแก้เคล็ดด้วยการกัดนิ้ว แหม เลือดซิบกันเลยทีเดียว :: คนโพส))
12.ถ้ากลืนเม็ดแตงโมเข้าไปมันจะงอกออกมาทางสะดือ
13.เอาไม้หนีบผ้าหนีบจมูกแล้วจมูกจะโด่ง
14.คิดว่าตุ๊กแกกินตับ
15.ยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ยืนหลับอยู่
16.คิดว่าแม่ชีเป็นเมียของพระ
17.แล้วลูกของพระคือเณร
18.คิดว่านอนเตียงเดียยวกันแล้วจะท้อง
19.ถ้าไว้ผมยาวจะดูหล่อ
20.วันวาเลนไทน์ต้องติดสติกเกอร์รูปหัวใจ
21.เชื่อว่าฉีดยาเจ็บเท่ามดกัด
22.ถ้าได้เรียน?ถาปัดจะดูหล่อๆเท่ๆ
23.เรอคือตดที่ออกจากปาก
24.ผู้หญิงด่าแปลว่าผู้หญิงรัก
25.อิจฉาที่ญี่ปุ่นมียอดมนุษย์เยอะ
แหล่งที่มาข้อมูลhttp://www.rak-mor-or.com/forum/index.php?topic=3985.0
ค้นหาบล็อกนี้
ต้อนรับจ้า
สวัสดีผู้ชมทุกท่าน >,
วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554
เรื่องจริง ! ความเชื่อแปลกๆ ฉบับมหาลัย
1. มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกคือ "มหาวิทยาลัยโบลัญญ่า" ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี
2. "สถาบันเทคโนฯลาดกระบัง" เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียว ที่มีทางรถไฟตัดผ่านกลางมหาวิทยาลัย
3. คำว่า "ไปสดใส" ในความหมายของเด็ก "ม.บูรพา" คือไปกินข้าว เล่นเนต พิมพ์งาน เหล่หญิง
4. หอหญิง 2 กับ 3 ที่ "ม.เชียงใหม่" เป็นตึกรูปแปดเหลี่ยมและรูปสายฟ้า เพราะสร้างบนเมืองเก่า จึงออกแบบมาเพื่อแก้เคล็ด
5. นักศึกษา "เอแบค" ที่จำเป็นต้องใส่รองเท้าแตะ หรือหญิงที่ต้องการแต่งชาย และชายต้องการแต่งหญิง ต้องทำใบขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัย
6. กระโปรงนิสิต "ม.เกษตร" รุ่นแรกๆ เป็นสีเขียว
7. "ม.ราชภัฏสวนดุสิต" อนุญาตให้ผู้หญิงใช้สระว่ายน้ำได้เท่านั้น
8. เมื่อก่อนไม่มีรั้วรอบ "ม.รังสิต" แต่มีรถจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย คนจึงคิดว่ารถนั้นเป็นรั้ว
9. สัญลักษณ์ของคณะวิศวะ "ม.มหิดล" ไม่ใช่เกียร์ แต่เป็นน็อตตัวเมีย
10. มีความเชื่อว่า หากได้ลอยกระทงกับคนที่ชอบ ณ สระน้ำ "จุฬาฯ" หน้าหอประชุม จะได้เป็นแฟนกัน
แต่ถ้าเป็นแฟนกัน แล้วพากันมาลอยล่ะก็ รับรองกระทงหลงทาง จากนั้นเลิกกันชัวร์ๆ
11. เพลงประจำของ "ม.ศิลปากร" เป็นภาษาอิตาลี
12. "ม.รามคำแหง" มีข้อแนะนำว่าวันที่ไปสมัครเข้าเรียน ไม่ควรพาผู้ปกครองไปด้วย
14. "ม.เกษตร" มีตำนานว่าถ้าหนุ่มสาวคู่ไหนขี่จักรยานผ่าน Loving Way ทางเล็กๆ ที่มีทิวสนเสริมความโรแมนติก
ข้างทางคณะเกษตรฯ...ก็จะได้เป็นแฟนกัน แต่ถ้าเกิดหลงเข้าไปใน Black Way มีสิทธิ์กินน้ำตาแทนข้าวแน่ๆ
15. โรงละคร แบล็ค บอกซ์ ที่ "ม.กรุงเทพ" เป็นโรงละครที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย
16. นักศึกษาที่ "ม.หอการค้าไทย" เชื่อว่าห้ามสบตาเต่าในบ่อน้ำ ไม่งั้นจะเรียนไม่จบ
17. ร้านน้ำชาสุดฮิตที่ "ม.สงขลานครินทร์" ชื่อ "สวนลุงเจิม"
18. เชื่อว่าถ้าใครตกปลาที่บ่อน้ำของ "ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ" คนนั้นจะติด F
19. "ม.รังสิต" มีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง
20. รถโดยสารภายใน "จุฬาฯ" เรียกกันติดปากว่า "รถป็อป" ซึ่งมีที่มาจาก "รถ ปอ.พ."
21. รถของ "ม.เกษตร" จะเรียกว่า "รถตะลัย" ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆว่า รถตระเวณทั่วมหาวิทยาลัย และที่ "มช." รถโดยสารจะเรียกว่า "ขส.มช."
22. ตำรวจจราจรคนหนึ่งที่หน้า "ม.ราชภัฏสวนดุสิต" ถูกนักศึกษาเรียกกันว่า "ลุงโดเรมอน" เพราะรูปร่างคล้ายมั่กๆ
23. "ไข่ต้ม" เป็นสิ่งที่นักศึกษา "ม.สงขลานครินทร์" นำมาแก้บนกับอนุสาวรีย์พระบิดา
24. ห้องน้ำหญิงชั้นบนสุดของตึกเอ คณะวิศวะที่ "ลาดกระบัง" มีศาลพระภูมิอยู่
25. เชื่อว่าถ้าเหยียบเส้นที่ถนนตรงซุ้มแดง หน้าตึกสิบเก้า "ม. ปัตตานี" จะเหมง (ไม่มีแฟน)
26. การพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของไทย จัดที่ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือตึก 1 คณะอักษรศาสตร์ "จุฬาฯ" ในปัจจุบัน
แหล่งที่มาข้อมูล http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=304027
2. "สถาบันเทคโนฯลาดกระบัง" เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียว ที่มีทางรถไฟตัดผ่านกลางมหาวิทยาลัย
3. คำว่า "ไปสดใส" ในความหมายของเด็ก "ม.บูรพา" คือไปกินข้าว เล่นเนต พิมพ์งาน เหล่หญิง
4. หอหญิง 2 กับ 3 ที่ "ม.เชียงใหม่" เป็นตึกรูปแปดเหลี่ยมและรูปสายฟ้า เพราะสร้างบนเมืองเก่า จึงออกแบบมาเพื่อแก้เคล็ด
5. นักศึกษา "เอแบค" ที่จำเป็นต้องใส่รองเท้าแตะ หรือหญิงที่ต้องการแต่งชาย และชายต้องการแต่งหญิง ต้องทำใบขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัย
6. กระโปรงนิสิต "ม.เกษตร" รุ่นแรกๆ เป็นสีเขียว
7. "ม.ราชภัฏสวนดุสิต" อนุญาตให้ผู้หญิงใช้สระว่ายน้ำได้เท่านั้น
8. เมื่อก่อนไม่มีรั้วรอบ "ม.รังสิต" แต่มีรถจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย คนจึงคิดว่ารถนั้นเป็นรั้ว
9. สัญลักษณ์ของคณะวิศวะ "ม.มหิดล" ไม่ใช่เกียร์ แต่เป็นน็อตตัวเมีย
10. มีความเชื่อว่า หากได้ลอยกระทงกับคนที่ชอบ ณ สระน้ำ "จุฬาฯ" หน้าหอประชุม จะได้เป็นแฟนกัน
แต่ถ้าเป็นแฟนกัน แล้วพากันมาลอยล่ะก็ รับรองกระทงหลงทาง จากนั้นเลิกกันชัวร์ๆ
11. เพลงประจำของ "ม.ศิลปากร" เป็นภาษาอิตาลี
12. "ม.รามคำแหง" มีข้อแนะนำว่าวันที่ไปสมัครเข้าเรียน ไม่ควรพาผู้ปกครองไปด้วย
14. "ม.เกษตร" มีตำนานว่าถ้าหนุ่มสาวคู่ไหนขี่จักรยานผ่าน Loving Way ทางเล็กๆ ที่มีทิวสนเสริมความโรแมนติก
ข้างทางคณะเกษตรฯ...ก็จะได้เป็นแฟนกัน แต่ถ้าเกิดหลงเข้าไปใน Black Way มีสิทธิ์กินน้ำตาแทนข้าวแน่ๆ
15. โรงละคร แบล็ค บอกซ์ ที่ "ม.กรุงเทพ" เป็นโรงละครที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย
16. นักศึกษาที่ "ม.หอการค้าไทย" เชื่อว่าห้ามสบตาเต่าในบ่อน้ำ ไม่งั้นจะเรียนไม่จบ
17. ร้านน้ำชาสุดฮิตที่ "ม.สงขลานครินทร์" ชื่อ "สวนลุงเจิม"
18. เชื่อว่าถ้าใครตกปลาที่บ่อน้ำของ "ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ" คนนั้นจะติด F
19. "ม.รังสิต" มีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง
20. รถโดยสารภายใน "จุฬาฯ" เรียกกันติดปากว่า "รถป็อป" ซึ่งมีที่มาจาก "รถ ปอ.พ."
21. รถของ "ม.เกษตร" จะเรียกว่า "รถตะลัย" ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆว่า รถตระเวณทั่วมหาวิทยาลัย และที่ "มช." รถโดยสารจะเรียกว่า "ขส.มช."
22. ตำรวจจราจรคนหนึ่งที่หน้า "ม.ราชภัฏสวนดุสิต" ถูกนักศึกษาเรียกกันว่า "ลุงโดเรมอน" เพราะรูปร่างคล้ายมั่กๆ
23. "ไข่ต้ม" เป็นสิ่งที่นักศึกษา "ม.สงขลานครินทร์" นำมาแก้บนกับอนุสาวรีย์พระบิดา
24. ห้องน้ำหญิงชั้นบนสุดของตึกเอ คณะวิศวะที่ "ลาดกระบัง" มีศาลพระภูมิอยู่
25. เชื่อว่าถ้าเหยียบเส้นที่ถนนตรงซุ้มแดง หน้าตึกสิบเก้า "ม. ปัตตานี" จะเหมง (ไม่มีแฟน)
26. การพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของไทย จัดที่ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือตึก 1 คณะอักษรศาสตร์ "จุฬาฯ" ในปัจจุบัน
แหล่งที่มาข้อมูล http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=304027
ความเชื่อแปลก ๆ
ชาวโรมัน
- บูชาเตาไฟ เพราะเชื่อว่ามีเทพเจ้าเวสต้าประจำอยู่ จึงไม่เคยปล่อยให้ไฟในครัวเรือนมอดดับ เวลาจะย้ายบ้าน ต้องเอาไฟจากเตาเดิมไปด้วย หากไฟมอด เชื่อว่าบ้านนั้นจะเกิดความแตกแยก หรือเกิดเคราะห์ร้าย
- ไม่โยนเปลือกไข่เข้าไปในเตาไฟ เพราะเชื่อว่าไก่จะไม่ไข่อีกต่อไป
ชาวยุโรปทั่วไป
- ถ้าอบขนมปังแล้วขนมไม่ฟูขึ้นมา แสดงว่ามีปีศาจร้ายแฝงตัวอยู่ในขนมปัง จึงต้องกรีดหัวขนมปังให้เป็นรูปกากบาทเพื่อให้ปีศาจหลุดออกไป
- เวลากินขนมปัง ไม่ควรเฉือนปลายทั้งสองข้าง เพราะปีศาจจะหลุดออกมาล่องลอยไปทั่วบ้าน ต้องเฉือนปลายข้างหนึ่งแล้วกินไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ
- หากเอามีดวางไขว้ทับกัน จะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น ต้องรีบแก้ไขโดยการแยกมันออกจากกัน
- ถ้าทิ้งผ้าปูโต๊ะสีขาวไว้บนโต๊ะตลอดทั้งคืน ความสับสนวุ่นวายจะเกิดขึ้น
- ห้ามไม่ให้มีผู้ร่วมโต๊ะอาหารจำนวน 13 คนพอดี เพราะจะนำมาซึ่งความโชคร้าย (ความเชื่อนี้มาจากการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของเยซูคริสต์ ที่มี จูดาส ร่วมวงเป็นคนที่ 13 บ้างก็ว่าเกิดจากตำนานของพวกนอร์ส ขณะที่เทพทำการเฉลิมฉลองกัน โลกิ เทพแห่งความแตกแยกก็ปรากฏขึ้นเป็นคนที่ 13 พอดี และได้ทำให้เกิดเหตุพิพาทกันขึ้น จนเป็นเหตุให้ บัลเดอร์ เทพฝ่ายดีองค์หนึ่งต้องตาย)
- ไม่เดินลอดบันไดที่วางพิงไว้กับตัวบ้าน จะทำให้เกิดโรคภัยขึ้นกับตนเอง (บ้างก็ว่าความเชื่อนี้มาจากการที่ การลอดใต้บันได ทำลายสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์แรก ๆ ทางศาสนา ที่หมายถึง พระบิดา พระบุตร และพระจิต บ้างก็ว่าเกิดจากตะแลงแกงที่ใช้แขวนคอนักโทษสมัยก่อน ทำโดยผลักนักโทษลงจากบันได ตัวจะห้อยร่องแร่งอยู่ใต้บันได โดยมีเชือกแขวนคออยู่)
ชาวสก็อต
- ถ้าหงส์สามตัวบินเรียงกันมาบนท้องฟ้า หายนะจะบังเกิดแก่ประเทศชาติ
- เสื้อสีแดงกับสีเขียว ไม่ควรนำมาสวมใส่ด้วยกัน
- ถ้ายืนเอาหลังพิงประตู จะเกิดโชคร้าย
- ไม่ควรส่งจดหมายรักในวันคริสต์มาส เพราะจะเกิดความแตกแยก พลัดพราก
- หากเดินถือจอบเสียมเข้าบ้าน ไม่ช้าจะต้องมีการขุดหลุมฝังใครบางคน
ชาวไอริช
- การเอาเศษหักพังของศิลาจารึกหลุมศพมาใช้สร้างบ้าน ทำให้คนที่อยู่บ้านนั้นไม่มีความสุข
- ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสนาม มักมีเทพเจ้าคุ้มครองอยู่ หากทำลาย หรือไม่ปฏิบัติด้วยดีจะถูกลงโทษให้มีเคราะห์ร้าย
ชาวมอลต้า
- นาฬิกาในโบสถ์จะต้องมีสองหน้าปัด ด้านหนึ่งบอกเวลาที่ถูกต้อง อีกด้านหนึ่งบอกเวลาผิด ๆ เพื่อให้ปีศาจสับสน
ชาวไอซ์แลนด์
- หากยิงนกนางนวลที่บินตามเรือมา จะทำให้โชคร้าย หรือเรือล่ม
- คนโสด หากนั่งที่หัวมุมโต๊ะจะไม่ได้แต่งงานไปอีกนานถึง 7 ปี
- หญิงมีครรภ์ที่ดื่มน้ำจากแก้วปากบิ่น ลูกที่เกิดมาจะปากแหว่ง
ชาวฮอลแลนด์
- หากแตะต้องสิ่งที่ทำจากไม้ ควรจับส่วนที่ไม่มีการทาสีจะดีที่สุด เช่น ใต้โต๊ะ (คงลำบากน่าดูนะประเทศนี้)
ชาวจีน
- ผู้ที่ตายด้วยอุบัติเหตุ หรือโดนฆาตกรรม วิญญาณจะกลับมาล้างแค้นในวันที่เจ็ดหลังจากวันตาย
ชาวไนจีเรีย
- การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะทำโชคร้ายมาให้ครอบครัว แต่หากตื่นมากวาดตอนเช้าเป็นภารกิจแรก จะช่วยขับไล่ปีศาจออกไปจากบ้าน
ชาวญี่ปุ่น
- อย่าหยิบหวีโดยให้ด้านที่เป็นซี่หันเข้าตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดเคราะห์ร้าย
- การฆ่าแมงมุมตอนเช้าตรู่อาจทำให้เสียสติได้ (อันนี้ผมคิดไม่ออกจริง ๆ นะว่ามันมีเหตุผลอะไรแฝงอยู่)
แหล่งที่มาข้อมูล http://www.indepencil.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B9%86/
- บูชาเตาไฟ เพราะเชื่อว่ามีเทพเจ้าเวสต้าประจำอยู่ จึงไม่เคยปล่อยให้ไฟในครัวเรือนมอดดับ เวลาจะย้ายบ้าน ต้องเอาไฟจากเตาเดิมไปด้วย หากไฟมอด เชื่อว่าบ้านนั้นจะเกิดความแตกแยก หรือเกิดเคราะห์ร้าย
- ไม่โยนเปลือกไข่เข้าไปในเตาไฟ เพราะเชื่อว่าไก่จะไม่ไข่อีกต่อไป
ชาวยุโรปทั่วไป
- ถ้าอบขนมปังแล้วขนมไม่ฟูขึ้นมา แสดงว่ามีปีศาจร้ายแฝงตัวอยู่ในขนมปัง จึงต้องกรีดหัวขนมปังให้เป็นรูปกากบาทเพื่อให้ปีศาจหลุดออกไป
- เวลากินขนมปัง ไม่ควรเฉือนปลายทั้งสองข้าง เพราะปีศาจจะหลุดออกมาล่องลอยไปทั่วบ้าน ต้องเฉือนปลายข้างหนึ่งแล้วกินไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ
- หากเอามีดวางไขว้ทับกัน จะทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น ต้องรีบแก้ไขโดยการแยกมันออกจากกัน
- ถ้าทิ้งผ้าปูโต๊ะสีขาวไว้บนโต๊ะตลอดทั้งคืน ความสับสนวุ่นวายจะเกิดขึ้น
- ห้ามไม่ให้มีผู้ร่วมโต๊ะอาหารจำนวน 13 คนพอดี เพราะจะนำมาซึ่งความโชคร้าย (ความเชื่อนี้มาจากการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของเยซูคริสต์ ที่มี จูดาส ร่วมวงเป็นคนที่ 13 บ้างก็ว่าเกิดจากตำนานของพวกนอร์ส ขณะที่เทพทำการเฉลิมฉลองกัน โลกิ เทพแห่งความแตกแยกก็ปรากฏขึ้นเป็นคนที่ 13 พอดี และได้ทำให้เกิดเหตุพิพาทกันขึ้น จนเป็นเหตุให้ บัลเดอร์ เทพฝ่ายดีองค์หนึ่งต้องตาย)
- ไม่เดินลอดบันไดที่วางพิงไว้กับตัวบ้าน จะทำให้เกิดโรคภัยขึ้นกับตนเอง (บ้างก็ว่าความเชื่อนี้มาจากการที่ การลอดใต้บันได ทำลายสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซึ่งเป็นสัญลักษณ์แรก ๆ ทางศาสนา ที่หมายถึง พระบิดา พระบุตร และพระจิต บ้างก็ว่าเกิดจากตะแลงแกงที่ใช้แขวนคอนักโทษสมัยก่อน ทำโดยผลักนักโทษลงจากบันได ตัวจะห้อยร่องแร่งอยู่ใต้บันได โดยมีเชือกแขวนคออยู่)
ชาวสก็อต
- ถ้าหงส์สามตัวบินเรียงกันมาบนท้องฟ้า หายนะจะบังเกิดแก่ประเทศชาติ
- เสื้อสีแดงกับสีเขียว ไม่ควรนำมาสวมใส่ด้วยกัน
- ถ้ายืนเอาหลังพิงประตู จะเกิดโชคร้าย
- ไม่ควรส่งจดหมายรักในวันคริสต์มาส เพราะจะเกิดความแตกแยก พลัดพราก
- หากเดินถือจอบเสียมเข้าบ้าน ไม่ช้าจะต้องมีการขุดหลุมฝังใครบางคน
ชาวไอริช
- การเอาเศษหักพังของศิลาจารึกหลุมศพมาใช้สร้างบ้าน ทำให้คนที่อยู่บ้านนั้นไม่มีความสุข
- ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสนาม มักมีเทพเจ้าคุ้มครองอยู่ หากทำลาย หรือไม่ปฏิบัติด้วยดีจะถูกลงโทษให้มีเคราะห์ร้าย
ชาวมอลต้า
- นาฬิกาในโบสถ์จะต้องมีสองหน้าปัด ด้านหนึ่งบอกเวลาที่ถูกต้อง อีกด้านหนึ่งบอกเวลาผิด ๆ เพื่อให้ปีศาจสับสน
ชาวไอซ์แลนด์
- หากยิงนกนางนวลที่บินตามเรือมา จะทำให้โชคร้าย หรือเรือล่ม
- คนโสด หากนั่งที่หัวมุมโต๊ะจะไม่ได้แต่งงานไปอีกนานถึง 7 ปี
- หญิงมีครรภ์ที่ดื่มน้ำจากแก้วปากบิ่น ลูกที่เกิดมาจะปากแหว่ง
ชาวฮอลแลนด์
- หากแตะต้องสิ่งที่ทำจากไม้ ควรจับส่วนที่ไม่มีการทาสีจะดีที่สุด เช่น ใต้โต๊ะ (คงลำบากน่าดูนะประเทศนี้)
ชาวจีน
- ผู้ที่ตายด้วยอุบัติเหตุ หรือโดนฆาตกรรม วิญญาณจะกลับมาล้างแค้นในวันที่เจ็ดหลังจากวันตาย
ชาวไนจีเรีย
- การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะทำโชคร้ายมาให้ครอบครัว แต่หากตื่นมากวาดตอนเช้าเป็นภารกิจแรก จะช่วยขับไล่ปีศาจออกไปจากบ้าน
ชาวญี่ปุ่น
- อย่าหยิบหวีโดยให้ด้านที่เป็นซี่หันเข้าตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดเคราะห์ร้าย
- การฆ่าแมงมุมตอนเช้าตรู่อาจทำให้เสียสติได้ (อันนี้ผมคิดไม่ออกจริง ๆ นะว่ามันมีเหตุผลอะไรแฝงอยู่)
แหล่งที่มาข้อมูล http://www.indepencil.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B9%86/
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ยาสีฟัน
ยาสีฟันหมายถึงสารที่ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น เพื่อรักษาสุชอนามัยในช่องปาก โดยทั่วไปยาสีฟันมักมีการแต่งสี กลิ่นและรสชาดเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกสดชื่นฟันสะอาด ยาสีฟันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณ โดยทำมาจากส่วนผสมของดอกไอริส (iris flowers) จากนั้นชาวกรีกและชาวโรมันได้มีการพัฒนาสูตรยาสีฟันโดยการเติมสารขัดฟัน (abrasive) เช่น กระดูกป่น หรือเปลือกหอยลงไปในยาสีฟันด้วย ต่อมาช่วงราวศตวรรษที่ 18 ยาสีฟันสูตรอเมริกันและอังกฤษที่ที่มีส่วนผสมของขนมปังเผาอยู่ด้วยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีสูตรยาสีฟันที่มีส่วนผสมของยางต้นไม้ อบเชย และอะลูมินาเผาด้วย แต่การใช้ยาสีฟันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกระทั่งในศตวรรษที่19 ประมาณช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บริษัทคอลเกตได้คิดค้นยาสีฟันแบบครีมบรรจุในหลอดบีบเพื่อจำหน่ายเป็นครั้งแรก (1)
ในค.ศ.1914 เริ่มมีการเติมฟลูออไรด์ลงในยาสีฟันแต่ยังไม่มีการรับรองถึงประสิทธิผลในการป้องกันฟันผุจากสมาคมทันตกรรมของอเมริกา จนกระทั่งในค.ศ.1950 บริษัท Procter & Gamble ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลในการป้องกันฟันผุของยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และได้การรับรองจากสมาคมทันตกรรมอเมริกา
ปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่สามารถป้องกันฟันผุมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดให้ฟลูออไรด์ที่ผสมในยาสีฟันมีปริมาณได้ไม่เกิน 0.11%หรือ 1,100 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และจัดประเภทยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เป็นเครื่องสำอางคุมพิเศษ (2)
ผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่มีจำหน่ายใน ท้องตลาดมี 3 ชนิด คือ ชนิดเป็น ครีมขาว (toothpaste) ชนิดผง (toothpowder) และชนิดเจล (gel) จุดประสงค์การใช้ยาสีฟัน
1. เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ (plaque)
2. ป้องกันฟันผุ
3.ป้องกันการอักเสบของเหงือก
4.ใช้กับความมุ่งหมายอื่น เช่น ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าช่องปากสดชื่น สะอาด เป็นต้น
ส่วนประกอบของยาสีฟัน
แหล่งที่มาข้อมูล
แหล่งที่มาข้อมูล
วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม"
หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนการใช้ความรู้ ความรอบคอบละคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำต่างๆ
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่พอประมาณ
ความมีเหตุผล หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องอาศัยความรู้ และคุณธรรม เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน กล่าวคือ
เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตและการประกอบการงาน เงื่อนไขคุณธรรม คือ การยึดถือคุณธรรมต่างๆ อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความเพียร การมุ่งต่อประโยชน์ส่วนรวมและการแบ่งปัน ฯลฯ ตลอดเวลาที่ประยุกต์ใช้ปรัชญา[7]
แหล่งที่มาข้อมูล: http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸¨à¸£à¸©à¸à¸à¸´à¸à¸à¸à¹à¸à¸µà¸¢à¸
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
